การจัดทำประมวลสาระงานวิจัย
การจัดทำประมวลสาระงานวิจัย
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
1. ชื่อเรื่อง
การส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”
2. ความสำคัญ
ส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”
3. ปีที่ทำการวิจัย 2554
4. ผู้วิจัย : นางสาวอารีย์ คำสังฆะ
: วัน เดือน ปีเกิด 26 มกราคม 2526
: สถานที่เกิด อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
: สถานที่อยู่ปัจจุบัน 53/344 เคนโจไอซ์แมนชั่น หมู่9 ซอยสุวินทวงศ์ 13 แยก 19
แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
: สถานที่ทำงานปัจจุบัน โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน 61 หมู่ 8 ถนนราษฎร์อุทิศ
แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
: ประวัติการศึกษา
พ.ศ.2544 มัธยมศึกษาปีที่6 จากโรงเรียนวิเศษไชยชาญ “ตันติวิทยาภูมิ” จังหวัดอ่างทอง
พ.ศ.2548 ครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) การศึกษาปฐมวัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี
พ.ศ.2554 การศึกษามหาบัณฑิต (กศ.ม.) การศึกษาปฐมวัย จากมหาวิทยาลัpศรีนครินทรวิโรฒ
5. ที่ปรึกษางานวิจัย อาจารย์ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิราภรณ์ บุญส่ง.
6. สถาบัน/หน่วยงาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
7. สาขาวิจัย สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
ส่วนที่ 2 สรุปผลงานวิจัย
8. ภูมิหลัง/ความเป็นมาและสภาพปัญหา
การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้มีการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 24 กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ว่าการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ่ ฉะนั้นทางโรงเรียนจึงควรมีแนวทางในการส่งเสริมให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจในพัฒนาการเด็ก แนวการจัดการเรียนการสอนของทางโรงเรียน ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กโดยผ่านกิจกรรมทางภาษาที่มีความหลากหลาย เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ในการส่งเสริมพัฒน าการของเด็ก โรงเรียนนอกจากมีบทบาทในการส่งเสริมความสามารถของเด็กแล้วยังต้องสื่อสารเผยแพร่ความรู้สู่ผู้ปกครองอีกด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมความสามารถทางภาษา พ่อแม่ควรมีความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นตอนในการพัฒนาทางภาษา เพื่อจะหาวิธีส่งเสริมได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสมพ่อแม่ควรทำความเข้าใจว่าเด็กเรียนรู้ได้อย่างไร และพยายามสนับสนุนให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ทีละน้อย โดยใช้กิจกรรมที่ทำร่วมกันในการส่งเสริมพัฒนาการ การสื่อสารกับผู้ปกครองสามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ หรือประสบการณ์ในยามเช้าเมื่อผู้ปกครองมาส่งเด็กที่โรงเรียน การใช้จดหมายสองทาง การให้ความรู้ผ่านป้ายนิเทศ จุลสาร หรือการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ก็ได้ เพราะเมื่อผู้ปกครองเข้าใจหลักการดูแลเด็ก การส่งเสริมเด็กอย่างถูกต้องแล้วย่อมเป็นโอกาสที่สังคมจะได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า นอกจากนี้การส่งเสริมให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนเองที่มีต่อการเรียนรู้ของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญที่ครู จะมองข้ามเสียไม่ได้การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ก็นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การจัดการศึกษาประสบความสำเร็จในบางครั้งเราอาจต้องอาศัยผู้ปกครอง เป็นวิทยากรในการสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ช่วยสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน การเปิดโอกาส ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กต่อไป
9. วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย
1. เพื่อศึกษาพัฒนาการความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครอง ใช้ชุดกิจกรรม
“เล่นกับลูกปลูกภาษา”
2. เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม
“เล่นกับลูกปลูกภาษา”
10. ความสำคัญของการวิจัย
ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย
โดยผู้ปกครอง ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและเป็น
แนวทางสำหรับครูในการให้ค วามรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็ก
ต่อไป
11. สมมติฐานการวิจัย
เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”โดยผู้ปกครอง
มีความเข้าใจภาษาหลังทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนทำกิจกรรม
12. นิยามศัพท์
1. เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย–หญิง อายุระหว่าง4-5 ปี ที่ศึกษาอยู่ใน
ระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทรา ยกองดิน แขวงแสนแสบ
สำนักงานเขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร
2. ผู้ปกครอง หมายถึง พ่อ แม่ ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ชิดเด็กให้การอุปการะเลี้ยงดูให้ความรัก เอาใจใส่ ตลอดจนให้การศึกษากับเด็กซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง
3. ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา” หมายถึง เอกสารให้ความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนาความเข้าใจทางภาษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบไปด้วยเอกสารความรู้สำหรับผู้ปกครอง กิจกรรมส่งเสริมความสามารถทางภาษาและแบบบันทึก พฤติกรรมของเด็กขณะที่ทำกิจกรรม ทั้งนี้เด็กจะเรียนรู้ภาษาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ผ่านการฟังนิทาน อ่านคําคล้องจอง ทายปริศนา เล่นเกมทางภาษาและทำกิจกรรมอื่นๆ ประกอบร่วมกับผู้ปกครองที่บ้าน ซึ่งเด็กจะได้ฟังเรื่องราวจากนิทาน มีการพูดคุยซักถามขณะทำกิจกรรม ได้ลงมือวาดภาพและประดิษฐ์ของเล่นในชุดกิจกรรมต่างๆ ใช้ชื่อว่า ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูก ปลูกภาษา”มีทั้งหมด 8 ชุดประกอบด้วย ชุดที่1 นิทานหรรษา ชุดที่2 ปริศนาฮาเฮ ชุดที่3 นิ้วมือมหัศจรรย์ชุดที่4 อักษรซ่อนหา ชุดที่5 นิทานย้อนกลับ ชุดที่6 ภาษาในครัว ชุดที่7 นักสืบน้อย ชุดที่8 จ๊ะเอ๋
ชื่อใครเอ่ย ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วย 3ส่วนสำคัญ ได้แก่
ส่วนที่ 1 เกร็ดเล็กความรู้ใหญ่ เป็นส่วนที่ให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่อง พัฒนาการเด็กปฐมวัย การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา
ส่วนที่ 2 มาสนุกด้วยกันสิ เป็นวิธีการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันของผู้ปกครองกับเด็ก เช่น การเล่านิทาน อ่านหนังสือ ท่องคําคล้องจอง ทายปริศนา เล่นเกมทางภาษาเป็นต้น
ส่วนที่ 3 เรื่องเล่าจากบ้าน เป็นส่วนของการพูดคุย ซักถาม และเขียน บันทึกคําตอบ หรือผลการปฏิบัติกิจกรรม
ครูแจกชุดกิจกรรมให้เด็กในวันจันทร์โดยให้ผู้ปกครองศึกษาหาความรู้และศึกษาวิธีการปฏิบัติกิจกรรมให้เข้าใจ ผู้ปกครองลงเวลาและวันที่เริ่มปฏิบัติกิจกรรม แล้วปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับเด็กที่บ้าน พร้อมทั้งเขียนบันทึกการสนทนาหรือการต อบคําถามท้ายกิจกรรมเมื่อปฏิบัติกิจกรรมเสร็จแล้วให้ลงเวลาและวันที่เสร็จกิจกรรมด้วย เมื่อทำกิจกรรมเสร็จ ส่งคืนชุดกิจกรรมในวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป
4. ความเข้าใจภาษา หมายถึง การที่เด็กปฐมวัยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 รับข้อมูลไปสู่กระบวนการคิด แล้วแสดงออกถึงความ เข้าใจ ด้วยการพูดที่สื่อความหมายว่าเข้าใจความหมายของคํา ประโยค ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยแบบท วัดความเข้าใจทางภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นในการวิจัยครั้งนี้ศึกษาความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย 2 ด้าน ได้แก่
4.1 การใช้คําอย่างมีจุดมุ่งหมาย หมายถึง การพูดคําที่มีความหมายซึ่งจะมีกี่พยางค์ก็ได้ คําเหล่านี้จะเป็นคํานาม คําสรรพนามเกี่ยวกับ คน สัตว์ สิ่งของหรือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมคำกริยา เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจปฏิบัติตาม และสื่อความหมายว่าตนเองเข้าใจในสิ่งนั้นๆ
4.2 การใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมาย หมายถึง การพูด ถ้อยคําที่มีความเกี่ยวข้องกันถูกต้องตามระเบียบของภาษามีเนื้อความสมบูรณ์ และแจ้งชัดว่าใครทำอะไรหรือใครทำอะไรกับใคร ส่วนสำคัญของประโยคคือ ผู้กระทำ และกริยาที่ทำเพื่อสื่อความหมายว่าตนเองเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดหรือสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่ตนเองพูด
13. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนําเสนอตาม
หัวข้อต่อไปนี้
1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษา
1.1 ความหมายและความสำคัญของภาษา
1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา
1.3 การเรียนรู้ทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.4 กระบวนการในการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย
1.5 พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.6 ศัพท์พื้นฐานในเด็กปฐมวัย
1.7 พัฒนาการเรียนรู้ความหมายของคําในเด็กปฐมวัย
1.8 การพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.9 การเริมสร้างพัฒนาการทางศัพท์ของเด็กปฐมวัย
1.10งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษา
2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง
2.1 ความหมายของผู้ปกครอง
2.2 ความสำคัญของผู้ปกครอง
2.3 บทบาทของผู้ปกครอง
2.4 บทบาทของผู้ปกครองต่อการเรียนการสอน
2.5 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
2.6 ประโยชน์ที่ได้รับจากการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
2.7 การให้ความรู้สำหรับผู้ปกครอง
2.8 การทำกิจกรรมระหว่างพ่อแม่กับลูก
2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการให้ความรู้ผู้ปกครอง
14. ทฤษฎีทางการศึกษาปฐมวัย
1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาการที่เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาภาษาพูดและความสามารถในการฟังจนสามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้นั้น มีผู้ให้ความสนใจศึกษาและกำหนดเป็นทฤษฎีพัฒนาการทางภาษาไว้ดังนี้
ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2519: 31-35) ได้สรุปการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไว้ดังนี้
1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory) หรือ (Autistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่าการเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องมาจากความพึงพอใจที่จะทำ เช่นนั้น มอเรอร์ (Mowrer) เชื่อว่าความสามารถในการฟังและความเพลินเพลินจากการได้ยินเสียงของผู้อื่นและเสียงของตนเองเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการ
2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The limitation Theory) เลวิส (Lewis) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ
การเลียนแบบในการพัฒนาการทางภาษาอย่างละเอียด ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพัฒนาการทางภาษานั้น เกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง
3. ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลด์(Rhiengold) และคนอื่นๆ ศึกษาพบว่า เด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อได้รับรางวัล หรือได้รับการเสริมแรง
4. ทฤษฎีการรับรู้(Motor Theory of Perception) ลิเบอร์แมน(Liberman) ตั้งสมมติฐานได้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง จึงเห็นได้ว่าเด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วย
การกระทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟังและพูดซํ้ากับตนเองหรือหัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอ่านริมฝีปาก แล้วจึงเรียนรู้คํา
5. ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง(Babble Buck) ซึ่งธอร์นไดค์(Thorndike)
เป็นผู้คิด โดยอธิบายว่าเมื่อเด็กกําลังเล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีบางเสียงไปทำให้เด็กพัฒนาภาษา
6. ทฤษฎีชีววิทยา(Biological Theory) เลนเนเบอร์ก (Lenneberg) เชื่อว่าพัฒนาการ
ทางภาษานั้นมีพื้นฐานชีววิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง เด็กจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้และพูดได้ตามลำดับ
7. ทฤษฎีการให้รางวัลของแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และมิลเลอร์ (Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้โดยยํ้าเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่า ภาษาที่แม่ใช้เป็นการเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของลูกนั้นเป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดภาษาพูดแก่ลูก
ทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา ทำให้ทราบถึงการเรียนรู้ภาษา ของเด็กที่เกิดจากหลายด้าน ได้แก่ พื้นฐานทางชีววิทยา การเล่นเสียง การเลียนแบบ การหัดเปล่ง เสียงแบบต่างๆ และสิ่งที่สำคัญคือ การตอบสนองจากบุคคลใกล้ชิดด้วยการโต้ตอบ ให้การเสริมแรงและเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา
15. กรอบแนวคิดในการทำวิจัย
การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเด็กมากที่สุดควรมีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเต็มที่ ชุดกิจกร รม “เล่นกับลูกปลูกภาษา” เป็นสื่อให้ความรู้กับผู้ปกครองแ ละมีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความ เข้าใจ ภาษาให้กับเด็กปฐมวัย ดังแสดงในภาพประกอบ
16. รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลองซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองแบบ One - grouppretest – posttest Design ซึ่งแบบแผนการทดลองดังกล่าวมีดังนี้
: วัน เดือน ปีเกิด 26 มกราคม 2526
: สถานที่เกิด อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
: สถานที่อยู่ปัจจุบัน 53/344 เคนโจไอซ์แมนชั่น หมู่9 ซอยสุวินทวงศ์ 13 แยก 19
แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
: สถานที่ทำงานปัจจุบัน โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน 61 หมู่ 8 ถนนราษฎร์อุทิศ
แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
: ประวัติการศึกษา
พ.ศ.2544 มัธยมศึกษาปีที่6 จากโรงเรียนวิเศษไชยชาญ “ตันติวิทยาภูมิ” จังหวัดอ่างทอง
พ.ศ.2548 ครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) การศึกษาปฐมวัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี
พ.ศ.2554 การศึกษามหาบัณฑิต (กศ.ม.) การศึกษาปฐมวัย จากมหาวิทยาลัpศรีนครินทรวิโรฒ
5. ที่ปรึกษางานวิจัย อาจารย์ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิราภรณ์ บุญส่ง.
6. สถาบัน/หน่วยงาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
7. สาขาวิจัย สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
ส่วนที่ 2 สรุปผลงานวิจัย
8. ภูมิหลัง/ความเป็นมาและสภาพปัญหา
การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้มีการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 24 กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ว่าการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ่ ฉะนั้นทางโรงเรียนจึงควรมีแนวทางในการส่งเสริมให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจในพัฒนาการเด็ก แนวการจัดการเรียนการสอนของทางโรงเรียน ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กโดยผ่านกิจกรรมทางภาษาที่มีความหลากหลาย เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ในการส่งเสริมพัฒน าการของเด็ก โรงเรียนนอกจากมีบทบาทในการส่งเสริมความสามารถของเด็กแล้วยังต้องสื่อสารเผยแพร่ความรู้สู่ผู้ปกครองอีกด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมความสามารถทางภาษา พ่อแม่ควรมีความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นตอนในการพัฒนาทางภาษา เพื่อจะหาวิธีส่งเสริมได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสมพ่อแม่ควรทำความเข้าใจว่าเด็กเรียนรู้ได้อย่างไร และพยายามสนับสนุนให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ทีละน้อย โดยใช้กิจกรรมที่ทำร่วมกันในการส่งเสริมพัฒนาการ การสื่อสารกับผู้ปกครองสามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ หรือประสบการณ์ในยามเช้าเมื่อผู้ปกครองมาส่งเด็กที่โรงเรียน การใช้จดหมายสองทาง การให้ความรู้ผ่านป้ายนิเทศ จุลสาร หรือการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ก็ได้ เพราะเมื่อผู้ปกครองเข้าใจหลักการดูแลเด็ก การส่งเสริมเด็กอย่างถูกต้องแล้วย่อมเป็นโอกาสที่สังคมจะได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า นอกจากนี้การส่งเสริมให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนเองที่มีต่อการเรียนรู้ของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญที่ครู จะมองข้ามเสียไม่ได้การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ก็นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การจัดการศึกษาประสบความสำเร็จในบางครั้งเราอาจต้องอาศัยผู้ปกครอง เป็นวิทยากรในการสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ช่วยสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน การเปิดโอกาส ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กต่อไป
9. วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย
1. เพื่อศึกษาพัฒนาการความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครอง ใช้ชุดกิจกรรม
“เล่นกับลูกปลูกภาษา”
2. เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม
“เล่นกับลูกปลูกภาษา”
10. ความสำคัญของการวิจัย
ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย
โดยผู้ปกครอง ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและเป็น
แนวทางสำหรับครูในการให้ค วามรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็ก
ต่อไป
11. สมมติฐานการวิจัย
เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”โดยผู้ปกครอง
มีความเข้าใจภาษาหลังทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนทำกิจกรรม
12. นิยามศัพท์
1. เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย–หญิง อายุระหว่าง4-5 ปี ที่ศึกษาอยู่ใน
ระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทรา ยกองดิน แขวงแสนแสบ
สำนักงานเขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร
2. ผู้ปกครอง หมายถึง พ่อ แม่ ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ชิดเด็กให้การอุปการะเลี้ยงดูให้ความรัก เอาใจใส่ ตลอดจนให้การศึกษากับเด็กซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง
3. ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา” หมายถึง เอกสารให้ความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนาความเข้าใจทางภาษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบไปด้วยเอกสารความรู้สำหรับผู้ปกครอง กิจกรรมส่งเสริมความสามารถทางภาษาและแบบบันทึก พฤติกรรมของเด็กขณะที่ทำกิจกรรม ทั้งนี้เด็กจะเรียนรู้ภาษาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ผ่านการฟังนิทาน อ่านคําคล้องจอง ทายปริศนา เล่นเกมทางภาษาและทำกิจกรรมอื่นๆ ประกอบร่วมกับผู้ปกครองที่บ้าน ซึ่งเด็กจะได้ฟังเรื่องราวจากนิทาน มีการพูดคุยซักถามขณะทำกิจกรรม ได้ลงมือวาดภาพและประดิษฐ์ของเล่นในชุดกิจกรรมต่างๆ ใช้ชื่อว่า ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูก ปลูกภาษา”มีทั้งหมด 8 ชุดประกอบด้วย ชุดที่1 นิทานหรรษา ชุดที่2 ปริศนาฮาเฮ ชุดที่3 นิ้วมือมหัศจรรย์ชุดที่4 อักษรซ่อนหา ชุดที่5 นิทานย้อนกลับ ชุดที่6 ภาษาในครัว ชุดที่7 นักสืบน้อย ชุดที่8 จ๊ะเอ๋
ชื่อใครเอ่ย ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วย 3ส่วนสำคัญ ได้แก่
ส่วนที่ 1 เกร็ดเล็กความรู้ใหญ่ เป็นส่วนที่ให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่อง พัฒนาการเด็กปฐมวัย การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา
ส่วนที่ 2 มาสนุกด้วยกันสิ เป็นวิธีการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันของผู้ปกครองกับเด็ก เช่น การเล่านิทาน อ่านหนังสือ ท่องคําคล้องจอง ทายปริศนา เล่นเกมทางภาษาเป็นต้น
ส่วนที่ 3 เรื่องเล่าจากบ้าน เป็นส่วนของการพูดคุย ซักถาม และเขียน บันทึกคําตอบ หรือผลการปฏิบัติกิจกรรม
ครูแจกชุดกิจกรรมให้เด็กในวันจันทร์โดยให้ผู้ปกครองศึกษาหาความรู้และศึกษาวิธีการปฏิบัติกิจกรรมให้เข้าใจ ผู้ปกครองลงเวลาและวันที่เริ่มปฏิบัติกิจกรรม แล้วปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับเด็กที่บ้าน พร้อมทั้งเขียนบันทึกการสนทนาหรือการต อบคําถามท้ายกิจกรรมเมื่อปฏิบัติกิจกรรมเสร็จแล้วให้ลงเวลาและวันที่เสร็จกิจกรรมด้วย เมื่อทำกิจกรรมเสร็จ ส่งคืนชุดกิจกรรมในวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป
4. ความเข้าใจภาษา หมายถึง การที่เด็กปฐมวัยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 รับข้อมูลไปสู่กระบวนการคิด แล้วแสดงออกถึงความ เข้าใจ ด้วยการพูดที่สื่อความหมายว่าเข้าใจความหมายของคํา ประโยค ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยแบบท วัดความเข้าใจทางภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นในการวิจัยครั้งนี้ศึกษาความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย 2 ด้าน ได้แก่
4.1 การใช้คําอย่างมีจุดมุ่งหมาย หมายถึง การพูดคําที่มีความหมายซึ่งจะมีกี่พยางค์ก็ได้ คําเหล่านี้จะเป็นคํานาม คําสรรพนามเกี่ยวกับ คน สัตว์ สิ่งของหรือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมคำกริยา เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจปฏิบัติตาม และสื่อความหมายว่าตนเองเข้าใจในสิ่งนั้นๆ
4.2 การใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมาย หมายถึง การพูด ถ้อยคําที่มีความเกี่ยวข้องกันถูกต้องตามระเบียบของภาษามีเนื้อความสมบูรณ์ และแจ้งชัดว่าใครทำอะไรหรือใครทำอะไรกับใคร ส่วนสำคัญของประโยคคือ ผู้กระทำ และกริยาที่ทำเพื่อสื่อความหมายว่าตนเองเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดหรือสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่ตนเองพูด
13. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนําเสนอตาม
หัวข้อต่อไปนี้
1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษา
1.1 ความหมายและความสำคัญของภาษา
1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา
1.3 การเรียนรู้ทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.4 กระบวนการในการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย
1.5 พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.6 ศัพท์พื้นฐานในเด็กปฐมวัย
1.7 พัฒนาการเรียนรู้ความหมายของคําในเด็กปฐมวัย
1.8 การพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.9 การเริมสร้างพัฒนาการทางศัพท์ของเด็กปฐมวัย
1.10งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษา
2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง
2.1 ความหมายของผู้ปกครอง
2.2 ความสำคัญของผู้ปกครอง
2.3 บทบาทของผู้ปกครอง
2.4 บทบาทของผู้ปกครองต่อการเรียนการสอน
2.5 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
2.6 ประโยชน์ที่ได้รับจากการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
2.7 การให้ความรู้สำหรับผู้ปกครอง
2.8 การทำกิจกรรมระหว่างพ่อแม่กับลูก
2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการให้ความรู้ผู้ปกครอง
14. ทฤษฎีทางการศึกษาปฐมวัย
1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาการที่เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาภาษาพูดและความสามารถในการฟังจนสามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้นั้น มีผู้ให้ความสนใจศึกษาและกำหนดเป็นทฤษฎีพัฒนาการทางภาษาไว้ดังนี้
ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2519: 31-35) ได้สรุปการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไว้ดังนี้
1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory) หรือ (Autistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่าการเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องมาจากความพึงพอใจที่จะทำ เช่นนั้น มอเรอร์ (Mowrer) เชื่อว่าความสามารถในการฟังและความเพลินเพลินจากการได้ยินเสียงของผู้อื่นและเสียงของตนเองเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการ
2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The limitation Theory) เลวิส (Lewis) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ
การเลียนแบบในการพัฒนาการทางภาษาอย่างละเอียด ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพัฒนาการทางภาษานั้น เกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง
3. ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลด์(Rhiengold) และคนอื่นๆ ศึกษาพบว่า เด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อได้รับรางวัล หรือได้รับการเสริมแรง
4. ทฤษฎีการรับรู้(Motor Theory of Perception) ลิเบอร์แมน(Liberman) ตั้งสมมติฐานได้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง จึงเห็นได้ว่าเด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วย
การกระทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟังและพูดซํ้ากับตนเองหรือหัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอ่านริมฝีปาก แล้วจึงเรียนรู้คํา
5. ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง(Babble Buck) ซึ่งธอร์นไดค์(Thorndike)
เป็นผู้คิด โดยอธิบายว่าเมื่อเด็กกําลังเล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีบางเสียงไปทำให้เด็กพัฒนาภาษา
6. ทฤษฎีชีววิทยา(Biological Theory) เลนเนเบอร์ก (Lenneberg) เชื่อว่าพัฒนาการ
ทางภาษานั้นมีพื้นฐานชีววิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง เด็กจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้และพูดได้ตามลำดับ
7. ทฤษฎีการให้รางวัลของแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และมิลเลอร์ (Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้โดยยํ้าเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่า ภาษาที่แม่ใช้เป็นการเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของลูกนั้นเป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดภาษาพูดแก่ลูก
ทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา ทำให้ทราบถึงการเรียนรู้ภาษา ของเด็กที่เกิดจากหลายด้าน ได้แก่ พื้นฐานทางชีววิทยา การเล่นเสียง การเลียนแบบ การหัดเปล่ง เสียงแบบต่างๆ และสิ่งที่สำคัญคือ การตอบสนองจากบุคคลใกล้ชิดด้วยการโต้ตอบ ให้การเสริมแรงและเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา
15. กรอบแนวคิดในการทำวิจัย
การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเด็กมากที่สุดควรมีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเต็มที่ ชุดกิจกร รม “เล่นกับลูกปลูกภาษา” เป็นสื่อให้ความรู้กับผู้ปกครองแ ละมีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความ เข้าใจ ภาษาให้กับเด็กปฐมวัย ดังแสดงในภาพประกอบ
16. รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลองซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองแบบ One - grouppretest – posttest Design ซึ่งแบบแผนการทดลองดังกล่าวมีดังนี้
การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้แก่ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูและเด็กชาย–หญิง อายุ
4-5 ปีที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดินแขวงแสนแสบ สำนักงานเขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 2ห้องเรียน มีนักเรียน 50 คน
18. กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้แก่ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูและเด็กชาย–หญิง อายุ
4-5 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุเหร่าทราย กองดิน แขวงแสนแสบ สำนักงานเขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ได้จากการ สุ่มอย่างง่ายมา1 ห้องเรียน จำนวน 25 คน
19. ตัวแปร
ตัวแปรที่ศึกษา
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความเข้าใจภาษา
20. เครื่องมือ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลูกภาษา
2. แบบวัดความเข้าใจทางภาษาของเด็กปฐมวัย
3. แบบวิเคราะห์ความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย
21. วิธีรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยที่ผู้ปกครองมีบทบาทในการส่งเสริมความเข้าใจภาษาสำหรับ
เด็กปฐมวัย จึงมีการเก็บข้อมูลดังนี้
1. เก็บรวบรวมข้อมูลความเข้าใจทางภาษาก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม “เล่นกับ
ลูกปลูกภาษา”ด้วยแบบวัดความเข้าใจทางภาษาของเด็กปฐมวัย
2. เก็บรวบรวมข้อมูลการ ทำชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา” ของผู้ปกครองจาก
ส่วนเรื่องเล่าจากบ้านในชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”
3. เก็บรวบรวมข้อมูลจากสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรม คําพูดของเด็กโดยผู้วิจัยและ
ผู้ช่วยวิจัยแล้วนําข้อมูลมาตรวจวิเคราะห์ด้วยแบบวิเคราะห์ความเข้าใจภาษาและนําข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติต่อไป
4. รวบรวมผลการวิเคราะห์ทางสถิติเขียนรายงานการวิจัย
22. การวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัย
1.1 การคํานวณหาค่าความยากง่าย (Difficulty) ของแบบวัดความเข้าใจทางภาษา
โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ; และอังคณา สายยศ. 2538: 210)
เมื่อ P = ค่าความยากง่าย
R = จำนวนคนที่ทำข้อนั้นถูก
N = จำนวนคนที่ทำข้อนั้นทั้งหมด
23. ผลการวิจัย
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้
ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบความ เข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”
ตอนที่ 2 พัฒนาการความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกลูกภาษา”
ตอนที่ 3 ผลการปฏิบัติกิจกรรมและพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยที่บันทึกโดยผู้ปกครองขณะปฏิบัติกิจกรรมในชุดกิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา”
24. ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านงานวิจัย
1. เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุด
กิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา ” มีพัฒนาการ ความเข้าใจภาษา โดยรวมสูงขึ้นร้อยละ 53.72 ของ
ความสามารถพื้นฐานเดิม
2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุด
กิจกรรม “เล่นกับลูกปลูกภาษา” มีความเข้าใจทางภาษาโดย รวมและจําแนกรายด้าน คือการใช้คํา
อย่างมีจุดมุ่งหมายและการใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมาย สูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
25. เอกสารอ้างอิง
กนิษฐา ชูขันธ์. (2541). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางกาสอนภาษา ธรรมชาติโดยใช้แกนนําในหน่วยการสอนที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์กศ.ม.(การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
กุลยา
ตันติผลาชีวะ. (2542). การศึกษาสำหรับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย.
(เอกสารประกอบคําสอน).กรุงเทพฯ:
คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ฉวีวรรณ จินดาพล. (2525). เปรียบเทียบความเข้าใจความหมายของคํานามและความ คงทนในการจำคําโดยการใช้รูปภาพ การเล่านิทานและปริศนาคําทายของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การประถมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ฉันทนา ภาคบงกช. (2538, 8 – 9 พฤษภาคม). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาภาษาแบบ Whole Language สําหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ชุลีพร พิศุทธิศุภฤทธิ ์ . ์(2537). การศึกษาความสามารถในการสังเกตของเด็กปฐมวัยที่ ผู้ปกครองใช้ชุดส่งเสริมความรู้แก่ผู้ปกครอง ชวนคุย ชวนร้อง ชวนเล่น. ปริญญา นิพนธ์กศ.ม.(การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ.
ทรงพร สุทธิธรรม. (2534). การศึกษาความสามารถในการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ของเด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมนิทานเพื่อส่งเสริมการคลายการยึดตนเอง เป็นศูนย์กลาง.ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
นิตินันท์วิชิตชลชัย. (2535). ผลของการใช้ชุดส่งเสริมความรู้แก่ผู้ปกครองที่มีต่อความ เชื่อมันใจตนเองและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. ปริญนพนธ์กศ.ม (การศึกษาปฐมวัย).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เนื้อน้อง สนับบุญ. (2541). ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์เล่านิทาน. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เบญจะ คํามะสอน. (2544). ความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องโดยใช้ ภาพประกอบ.ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ปทมศิริ ั ธีรานุรักษ์. (2539). การพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อ ส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือขั้นต้นของวัยอนุบาล. วิทยานิพนธ์ค.ม. (การศึกษา ปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ. (2537). ปฐมวัยศึกษา: กิจกรรมและสื่อการสอนเพื่อฝึกทักษะ พัฒนาการและการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พวงเล็ก วรกุล; และทัศนีย์ประธาน. (2547). รายงานการวิจัย : การพัฒนาชุดเสริมความรู้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปญญาเด็กปฐมวัยสําหรับผู้ปกครอง . สงขลา: สถาบันราชภัฏสงขลา.
ฉวีวรรณ จินดาพล. (2525). เปรียบเทียบความเข้าใจความหมายของคํานามและความ คงทนในการจำคําโดยการใช้รูปภาพ การเล่านิทานและปริศนาคําทายของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การประถมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ฉันทนา ภาคบงกช. (2538, 8 – 9 พฤษภาคม). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาภาษาแบบ Whole Language สําหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ชุลีพร พิศุทธิศุภฤทธิ ์ . ์(2537). การศึกษาความสามารถในการสังเกตของเด็กปฐมวัยที่ ผู้ปกครองใช้ชุดส่งเสริมความรู้แก่ผู้ปกครอง ชวนคุย ชวนร้อง ชวนเล่น. ปริญญา นิพนธ์กศ.ม.(การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ.
ทรงพร สุทธิธรรม. (2534). การศึกษาความสามารถในการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ของเด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมนิทานเพื่อส่งเสริมการคลายการยึดตนเอง เป็นศูนย์กลาง.ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
นิตินันท์วิชิตชลชัย. (2535). ผลของการใช้ชุดส่งเสริมความรู้แก่ผู้ปกครองที่มีต่อความ เชื่อมันใจตนเองและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. ปริญนพนธ์กศ.ม (การศึกษาปฐมวัย).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เนื้อน้อง สนับบุญ. (2541). ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์เล่านิทาน. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เบญจะ คํามะสอน. (2544). ความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องโดยใช้ ภาพประกอบ.ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ปทมศิริ ั ธีรานุรักษ์. (2539). การพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อ ส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือขั้นต้นของวัยอนุบาล. วิทยานิพนธ์ค.ม. (การศึกษา ปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ. (2537). ปฐมวัยศึกษา: กิจกรรมและสื่อการสอนเพื่อฝึกทักษะ พัฒนาการและการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พวงเล็ก วรกุล; และทัศนีย์ประธาน. (2547). รายงานการวิจัย : การพัฒนาชุดเสริมความรู้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปญญาเด็กปฐมวัยสําหรับผู้ปกครอง . สงขลา: สถาบันราชภัฏสงขลา.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น